EDU : Social Network
วิทยาศาสตร์ : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
การดำรงชีวิตของสัตว์

สัตว์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลก และมีมากมายหลายชนิด มีลักษณะ
ที่แตกต่างกัน สัตว์จำแนกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามลักษณะของกระดูกสันหลัง
เป็นเกณฑ์ ตามที่อริสโตเติลนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกได้จำแนกไว้ 2 ประเภท คือ 
การจำแนกสัตว์

  1. สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง คือ สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังและมีโครงกระดูกภาย
    ในลำตัว เช่น สัตว์จำพวก ปลา งู ไก่ กระต่าย สุนัข แมว เป็นต้น
  2. สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง คือ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกภาย
    ในลำตัว ได้แก่ สัตว์จำพวกแมลง และสัตว์น้ำทุกชนิดยกเว้น ปลา ได้แก่
    กุ้ง หอย ปู ปะการัง ปลาหมึก เป็นต้น

ประเภทและลักษณะของสัตว์ 

สัตว์มีกระดูกสันหลัง มีโครงสร้างที่เรียกว่า กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่เป็นแกน
พยุงลำตัวและรับน้ำหนักกระดูกสันหลังของสัตว์มีลักษณะต่อกันเป็นข้อๆ
โดยมีเอ็นช่วยในการยึดเกาะในการเคลื่อนที่ของกระดูกแต่ละข้อจึงทำให
้สัตว์มีกระดูกสันหลังสามารถทรงตัวเปลี่ยนท่าทางลักษณะต่างๆการเคลื่อนที่
ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นการทำงานร่วมกับโครงร่างกระดูกอย่างเป็นระบบ 
สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง แบ่งออกเป็นจำพวกย่อยๆ ได้ 5 ชนิด ดังน

1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีขนปกคลุม
ตามร่างกายอาศัยได้ทั้งบนบกและในน้ำสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีต่อมสร้างน้ำนม 
อุณหภูมิในร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมภายนอก จึงจัดเป็น
สัตว์เลือดอุ่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีการเคลื่อนที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแหล่ง
ที่อยู่ของสัตว์นั้น สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำจะปรับโครงสร้างภายนอกไปเพื่อว่ายน้ำ เช่น
โลมาวาฬ เป็นต้น สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกมีขาหน้าและขาหลังที่แข็งแรง เท้าเป็นกีบ
หรือเป็นกรงเล็บ เช่น หมี กวาง เสือ ช้าง ม้า วัว เป็นต้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
มีหัวใจ 4 ห้อง มีกะบังลมกั้นระหว่างทรวงอกและช่องท้อง มีใบหู และสมองใหญ
่ ส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัว แต่บางชนิดก็ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด

2. สัตว์ปีก สัตว์ปีก จัดเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ประเภทสัตว์เลือดอุ่น สัตว์ปีกม
ีหลายชนิด เช่น นก ไก่ เป็ด ห่าน และหงส์ เป็นต้น แต่สัตว์ปีกกลุ่มใหญ่ คือ นก
มีขา 2 ขา มีขนปกคลุมร่างกายหลายลักษณะ ซึ่งให้ความอบอุ่นและช่วย
ในการบิน นกมีกระดูกกลวง พรุน น้ำหนักเบา ทำให้บินได้ดีในอากาศ
หายใจด้วยปอดเมื่อนกขยับปีกขึ้นลงจะเกิดแรงที่อากาศดันปีกขึ้น ทำให้นกบินขึ้นได
้ในปีกนก1ปีกจะมีแผงขนที่ปกคลุมร่างกายของนกที่ช่วยให้นกบินได้
ขนของนกภายในตัวเดียวกันมีหลายลักษณะขนที่ติดกับลำตัวนกจะมีลักษณะปุย
ช่วยให้นกมีความอบอุ่นขนนกที่อยู่ด้านนอกจะเรียบเป็นมันเพื่อช่วยในการบินของนก
นกต้องใช้พลังงานมากในการบิน ที่ปอดของนกจึงมีถุงลมพิเศษเพื่อเก็บกัก
ก๊าซออกซิเจนไว้ใช้ในการหายใจ

ลักษณะขนนกช่วยในการบิน

โครงสร้างภายในของนก

3.สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลื้อยคลานจัดเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังประเภทสัตว์เลือดเย็น
ผิวหนังแห้ง ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ด มีหัวใจ 3 ห้อง ส่วนมากออกลูกเป็นไข่ซึ่ง
มีเปลือกหุ้ม มีปอดไว้หายใจเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ บางชนิดมีขาสำหรับการเคลื่อนที่
เช่น เต่า จระเข ตุ๊กแก กิ้งก่า บางชนิดไม่มีขา เช่น งู ที่เคลื่อนที่โดยการเลื้อย 
จากนั้นเรามาสังเกตการเคลื่อนที่ของสัตว์เลื้อยคลานแต่ละชนิด ต่อไปนี้

    • งู เป็นสัตว์ที่ไม่มีขา เคลื่อนที่โดยการเลื้อย ซึ่งขนาดของงูมีผลต่อการ
    • เคลื่อนที่ บางชนิดเคลื่อนที่เร็ว แต่บางชนิดก็เคลื่อนที่ช้า งูไม่มีเปลือกตา
      ไม่มีแก้วหู
    • จระเข้ สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งบนบกและในน้ำเมื่อเคลื่อนที่บนบก
      จะใช้ขาทั้ง 4 ข้างยกตัวขึ้นสูง และดันลำตัวให้พ้นพื้นและเดินไปข้างหน้า
      เมื่ออยู่ในน้ำจะเคลื่อนที่โดยใช้เท้าถีบน้ำ และใช้หางช่วยบังคับทิศทาง
    • เต่า เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกแข็งหุ้ม เรียกว่า กระดอง มีทั้งชนิดที่
      อาศัยอยู่บนบกและในน้ำ
    • สัตว์ประเภทกิ้งก่า ตุ๊กแก เป็นต้น สัตว์พวกนี้สามารถไต่ตามเพดานและ
      ฝาบ้านได้ สามารถสลัดหางได้เมื่อถูกทำร้าย และมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้
    • งู เป็นสัตว์ที่ไม่มีขา เคลื่อนที่โดยการเลื้อย ซึ่งขนาดของงูมีผล
      ต่อการเคลื่อนที่ บางชนิดเคลื่อนที่เร็ว แต่บางชนิดก็เคลื่อนที่ช้า งูไม่มี
      เปลือกตา ไม่มีแก้วหู
    • จระเข้สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งบนบกและในน้ำเมื่อเคลื่อนที่บนบกจะใช
      ้ขาทั้ง 4 ข้างยกตัวขึ้นสูง และดันลำตัวให้พ้นพื้นและเดินไปข้างหน้า
      เมื่ออยู่ในน้ำจะเคลื่อนที่โดยใช้เท้าถีบน้ำ และใช้หางช่วยบังคับทิศทาง
    • เต่า เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกแข็งหุ้ม เรียกว่า กระดอง มีทั้งชนิดที่
      อาศัยอยู่บนบกและในน้ำ
    • สัตว์ประเภทกิ้งก่า ตุ๊กแก เป็นต้น สัตว์พวกนี้สามารถไต่ตามเพดานและ
      ฝาบ้านได้ สามารถสลัดหางได้เมื่อถูกทำร้าย และมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้

    สัตว์เลื้อยคลาน

4. สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ระยะเวลาของวัฏจักรชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดใช้เวลา
ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเจริญเติบโตแตกต่างกัน เช่น วัฏจักรชีวิตของกบ
กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีการผสมพันธุ์ภายนอก คือ การที่ตัวเมียปล่อยไข่
และตัวผู้ปล่อยอสุจิออกมาผสมกันภายนอกร่างกาย (ในน้ำ) กบมีการเปลี่ยนแปลง
จากไข่จนถึงตัวเต็มวัย มี 4 ขั้นตอน คือ ไข่ ลูกอ๊อด ลูกกบ ตัวเต็มวัย วัฎจักรชีวิต
ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขณะเป็นตัวอ่อนจะดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก
เคลื่อนที่โดยใช้หาง เมื่อโตเต็มที่วัย ดำรงชีวิตบนบก หายใจด้วยปอด เคลื่อนที่
โดยการใช้ขา 4 ขา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ นอกจากกบแล้วยังมี เช่น คางคก อึ่งอ่าง
เขียด ปาก เป็นต้น สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังประเภทสัตว์เลือดเย็น
ผิวหนังชุ่มชื้นอยู่เสมอไม่มีเกล็ด บางพวกอาจมีต่อมพิษตามผิวหนังที่ขรุขระ

5.สัตว์จำพวกปลา (fish) พวกนี้จะอาศัยอยู่ในน้ำ และส่วนมากมีเกล็ดปกคลุม
หายใจทางเหงือกและมีครีบช่วยในการว่ายน้ำ เป็นสัตว์เลือดเย็นจัดอยู่ในกลุ่มปลา 
มีครีบ กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังที่ช่วยในการเคลื่อนที่ รูปร่างลักษณะของปลา มักมีผลต่อการเคลื่อนที่ปลาใช้เหงือกในการหายใจโดยที่ใช้เหงือกในการแลกเปลี่ยน
ก๊าซซึ่งปลากระดูกแข็งทั่วไปจะมีแผ่นปิดเหงือกที่ส่วนหัวทั้งสองข้างของลำตัว
ภายในเหงือกจะมีหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำเมื่อน้ำไหลผ่านจะเกิดการ
แลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อนำก๊าซออกซิเจนที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกาย
และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายสู่ภายนอก

 

การแลกเปลี่ยนก๊าซของปลา

ปลาใช้ครีบในการเคลื่อนที่ ครีบปลาประกอบด้วย ครีบอก 1 คู่ ครีบสะโพก 1
คู่ ครีบก้นหรือครีบทวารหนัก (anal fin) ครีบหาง (caudal fin) ครีบหลัง
(dorsal fin) นอกจากนี้ ปลายังใช้กระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อช่วยในการเคลื่อนที่
อีกด้วย

โครงสร้างภายในและภายนอกของปลา

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีลำของกระดูกสันหลังสำหรับยึดติดให้เป็นส่วนเดียวกันของ
ร่างกายสัตว์ในกลุ่มนี้มีมากมายหลายชนิดบางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำบางชนิด
อาศัยอยู่บนบก บางชนิดบินได้ และบางชนิดบินไม่ได้ บางชนิดเป็นปรสิต
ดังนั้นจึงเคลื่อนไหวและหายใจแตกต่างกัน เช่น

  • หมึกทะเล จะว่ายน้ำด้วยการฉีดน้ำออกมาแบบไอพ่นหรือใช้หนวดโบก
    คล้ายกับครีบ
  • หอย ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ด้วยการคืบคลาน โดยใช้กล้ามเนื้อที่ยื่นยาวออกมา
    เรียกว่า แผ่นเท้า
  • ดาวทะเล เคลื่อนที่โดยใช้ขาเทียม
  • แมลง ส่วนใหญ่เคลื่อนที่โดยการบิน ขาเดิน และกระโดด
  • กิ้งกือและตะขาบ มีลักษณะลำตัวเป็นปล้อง ตะขาบมีขาปล้องละ 1 คู่
    แต่กิ้งกือมีขาปล้องละ 2 คู่
  • ไส้เดือน เคลื่อนที่โดยการยืดหดของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนที่ซึ่งคล้ายกับ
    การเคลื่อนที่ของงูไส้เดือนหายใจทางผิวหนังเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน
    และแพร่ผ่านผิวหนังเข้าสู่เส้นเลือด ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร
    ่ผ่านผิวหนังออกสู่อากาศภายนอ

การกำเนิดของสัตว์ 
สัตว์มีลักษณะการเกิดที่เราสามารถแยกได้2ลักษณะด้วยกันคือสัตว์ที่ออกลูกเป็นตัว คือสัตว์ที่มีลักษณะดังนี้สัตว์จำพวกนี้จะเลี้ยงดูตัวอ่อนให้เจริญเติบโตอยู่ในท้องแม่ จนกว่าจะแข็งแรงจึงจะคลอดออกมาจากแม่สัตว์บางชนิดให้ลูกทีละตัว เช่น
วัว ควาย ช้าง ม้าสัตว์บางชนิดให้ลูกทีละหลายๆ ตัว เช่น หมู แมว หนู สุนัข เป็นต้น
ลูกที่คลอดออกมาใหม่ จะมีลักษณะเหมือนพ่อ แม่ แต่มีขนาดเล็ก พ่อ แม่
จะดูแลลูกจนกว่าจะแข็งแรงแต่สัตว์บางชนิดพบว่าลูกอ่อนของสัตว์บางชนิด เมื่อคลอดแล้วยังต้องอาศัยอยู่ในถุงหน้าท้องของแม่ต่ออีกระยะหนึ่ง เช่น จิงโจ
้หมีโคล่า เป็นต้นสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ ได้แก่ ไก่ เป็ด นก เต่า จระเข้ งู เป็นต้น
สัตว์จำพวกนี้จะออกลูกเป็นไข่ครั้งละหลายๆฟอง ไข่มีเปลือกหุ้มเพื่อป้องกันตัวอ่อน
ที่อยู่ภายใน

ตัวอย่าง ลักษณะไข่ของสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่

สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่มีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้สัตว์บางชนิดแม่จะเฝ้าดูแลปกป้องไข่
จนกว่าจะฟักเป็นตัว เช่น แมงมุม ปลา เป็นต้นสัตว์บางชนิดจะกกให้ความอบอุ่นกับ
ไข่และหลังจากที่ลูกฟักออกมาเป็นตัวแล้ว แม่ก็ยังดูแลต่อจนกว่าลูกจะแข็งแรง เช่น
ไก่ เป็ด นก เป็นต้น สัตว์บางชนิดเมื่อวางไข่แล้วจะปล่อยไข่นั้นทิ้งไป เช่น เต่า กบ
และแมลง

วัฎจักรชีวิตของสัตว์ 
ระยะเวลาของวัฏจักรชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดใช้เวลาตั้งแต่เกิดจนถึงวัยเจริญเติบโต
แตกต่างกัน เช่น 
วัฏจักรชีวิตของกบ 
กบ มีการผสมพันธุ์ภายนอก คือ การที่ตัวเมียปล่อยไข่ และตัวผู้ปล่อยอสุจิออกมาผสม
กันภายนอกร่างกาย (ในน้ำ) กบมีการเปลี่ยนแปลงจากไข่จนถึงตัวเต็มวัย มี 4
ขั้นตอน คือ ไข่ ลูกอ๊อด ลูกกบ ตัวเต็มวัย 

วัฏจักรชีวิตของกบ

ขั้นที่1 กบตัวเมียจะวางไข่ในน้ำไข่กบจะมีเมือกหุ้มอยู่ทำให้ไข่ลอยอยู่ผิวน้ำและ
ป้องกันอันตรายจากสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร

ขั้นที่ 2 ไข่ที่ได้รับการผสมจะเจริญเปลี่ยนเป็นตัวอ่อน เรียกว่า ลูกอ๊อด

ขั้นที่ 3 ลูกอ๊อดจะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มมีขางอกออกมา โดยที่ขาหลัง
จะงอกออกมาก่อน เมื่อมีขา ครบ 4 ขา ส่วนหางก็จะหดสั้นเข้าและหายไป

ขั้นที่ 4 กลายเป็นกบตัวเล็ก พร้อมจะขึ้นมาดำรงชีวิตบนบก

วัฏจักรชีวิตของผีเสื้อ 
ผีเสื้อ มีการเปลี่ยนแปลงจากไข่จนถึงตัวเต็มวัย 4 ขั้นตอน คือ

วัฏจักรชีวิตของผีเสื้อ

ขั้นที่ 1 ผีเสื้อจะวางไข่เล็กๆ 10-100 ฟอง บนใบไม้ ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ไข่จะฟัก
ออกมา

ขั้นที่ 2 ไข่ที่ฟักออกมาจะเป็นตัวหนอน มันจะกินใบไม้และเพิ่มขนาดตัวอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์

ขั้นที่ 3 ตัวหนอนจะเปลี่ยนรูปร่างไปโดยมีโครงสร้างคล้ายถุงหุ้ม เรียกว่า ดักแด้ ช่วงนี้จะไม่กินอาหาร

ขั้นที่ 4 หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ ผีเสื้อจะค่อยๆ คลี่ปีกยื่นออกมาจากดักแด้
เจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย

การอนุรักษ์สัตว์ในท้องถิ่น

ในท้องถิ่นของเรามีสัตว์มากมายหลายชนิดมีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปตาม
ชนิดของสัตว์นั้นๆสัตว์ในท้องถิ่นมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น
รวมทั้งเป็นปัจจัยที่บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่น
นั้นด้วยประเทศไทยเราเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิดบางชนิดสูญพันธุ์
ไปแล้ว เช่น สมัน บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นเราควรช่วยดูแล และอนุรักษ์สัตว์
ในท้องถิ่น ของเราให้คงอยู่ตลอดไปปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของสัตว์
ในท้องถิ่น สัตว์ในท้องถิ่นมีการดำรงชีวิตที่หลากหลาย แต่มีปัจจัยที่จำเป็นต่อการ
ดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน คือ น้ำ อาหาร อากาศ และที่อยู่อาศัย

การอนุรักษ์สัตว์ป่า
ออกกฎหมายคุ้มครองเช่นพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535กฏหมายได้กำหนดไว้ว่า
ไม่อนุญาตให้ล่าได้หรือมีไว้ในครอบครอง (ซึ่งรวมถึงซากของ สัตว์ป่าสงวน
หรือซากของ สัตว์ ป่า คุ้มครอง) หรือค้า เว้นแต่การกระทำโดยทางราชการ
เพื่อการศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์หรือเพื่อกิจการสวนสัตว์สาธารณะหากผู้ใด
ครอบครองแต่เดิมให้นำมาขึ้นทะเบียนต่อป่าไม้อำเภอภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศ
หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องละวางโทษจำคุกไม่เกินสี่สิบปี หรือปรับ
ไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สัตว์ป่าแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าที่หายาก 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวน
และคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535 ได้แก่ แมวลายหินอ่อน พะยูน เก้งหม้อ นกกระเรียน
เลียงผา ละอง, ละมั่ง สมัน กูปรีควายป่า แรด กระซู่สมเสร็จ นกเแต้วแล้วทองดำ 
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

สัตว์ป่าคุ้มครอง หมายถึง สัตว์ป่าตามที่กฏกระทรวงกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
เช่น กระทิง กระรอกบินกวาง เก้ง ชะมดชะนี นกยูง นกแร้ง นกเงือก งูเหลือม ปูราชิน
เป็นต้น สัตว์ป่าคุ้มครองแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

สัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภทที่ 1 ห้ามไม่ให้ล่าด้วยวิธีทำให้ตาย เว้นแต่จะทำเพื่อการศึกษา
วิจัยทางวิชาการ สัตว์ป่า ประเภทนี้มี ด้วยกัน 166 รายการ ส่วนใหญ่ เป็นนก ได้แก่
นกกาน้ำทุกชนิด นกกระสา นกกระทาดง ไก่ฟ้าทุกชนิด นกโกโรโกโส นกกะปูด
นกกระเต็น นกกางเขนบ้าน นกเขา นกเค้าแมวทุกชนิด นกเงือกทุกชนิด นกตีทอง
ฯลฯนอกนั้น ได้แก่ ค่างทุกชนิด ชะนีทุกชนิด ชะมด บ่าง แมวป่า ลิงลม หรือนางอาย
ลิงทุกชนิด สมเสร็จ เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือปลา หมีขอ หรือบินตุรง หมูหริ่ง หมาหริ่ง
อีเห็น เป็นต้น

สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่2 ตามกฎหมายอนุญาตให้ล่าได้ให้มีไว้ในครอบครองได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตและมีใบอนุญาตติดตัวอยู่ตลอดเวลาอนึ่งในการล่าสัตว์ป่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือสัตว์ป่าอื่นๆ เช่น เสือ หมูป่า กระต่าย จะทำได้
เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น ยกเว้นเสือที่มากินซากที่ได้ทำให้ตายไว้ก่อน
ซึ่งให้ล่าได้ในเวลากลางคืน การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 ผู้ล่าต้องปฏิบัติตาม
เงื่อนไข และกฎเกณฑ์ต่างๆ และต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย

การอนุรักษ์สัตว์พื้นเมือง 
สัตว์พื้นเมืองหมายถึงสัตว์ที่อยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งมาเป็นเวลานานคนในท้องถิ่น
ได้รับประโยชน์และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย ได้แก่
ควายพื้นเมือง ไก่พื้นเมือง สุกรพื้นเมือง เป็นต้น วิธีการอนุรักษ์ควายพื้นเมือง
คือ การปรับปรุงและคัดแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพดีเพื่อขยายพันธุ์ต่อไปและ ส่งเสริมระบบ
การเพาะปลูกที่ไม่ใช้สารเคมี วิธีการอนุรักษ์ไก่พื้นเมือง คือส่งเสริมและสนับสนุนการ
จดทะเบียนรับรองพันธุ์ เพิ่มการผลิตไก่พื้นเมือง กระจายพันธุ์พื้นเมืองที่ดีแก่ผู้สนใจ 
วิธีการอนุรักษ์สุกรพื้นเมือง คือ ส่งเสริมเลี้ยงสุกรพื้นเมืองเป็นอาชีพเสริม เป็นต้น 

ที่มาข้อมูล : หนังสือเรียน สาระการเรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ ป.4 
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ และคณะ แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ป.4
ฝ่ายวิชาการสำนักพิมพ์ดอกหญ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้น ป.4 (ช่วงชั้นที่ 2) พ.ศ.2544.
เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ สื่อการเรียนรู้ สาระพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
กระทรวงศึกษาธิการ (สสวท.) คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาทีที่ 5
กระทรวงศึกษาธิการ (สสวท.) หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาทีที่ 5