Home

B1 หลักการแนวคิด

...เมื่อเราจะเริ่มลงมือทำออกแบบพัฒนาเว็บไซต์สิ่งที่ควรทราบเพื่อให้ผลงานที่ออกแบบพัฒนามีคุณภาพและสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ใช้ เกิดการบูรณาการของสาระการเรียนรู้ต่างๆกับเทคโนโลยีการศึกษา โดยมีแนวทางในการออกแบบพัฒนาดังนี้

 

     1. การเลือกเนื้อหาเว็บไซต์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ทั้งการจัดโครงสร้าง และ ความ นิยมของเว็บไซต์ สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเลือกหัวข้อใด ควรเริ่มต้นจาก การสำรวจตัวเอง ว่า ชอบ หรือ สนใจสิ่งใด มากที่สุด หรือ มีความรู้เชี่ยวชาญด้านใดมากที่สุด



     2. โครงสร้างของเว็บไซต์ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การที่จะทำให้ ผู้เข้าเยี่ยมชม สามารถค้นหาข้อมูล ใน เว็บไซต์ได้อย่างเป็นระบบ ประการแรกต้องพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ของประเภทของผู้เข้าเยี่ยมชม เพราะผู้เยี่ยมชมแต่ละประเภท ก็จะค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรจะทำก็คือการจัดกลุ่ม ของข้อมูลโดยให้รวมหัวข้อย่อยต่างๆ ให้อยู่ในหัวข้อหลัก โดยมีจุดมุ่งหมายให้ จำนวนข้อหลักน้อย ที่สุด นอกจากนี้การจัดไฟล์และไดเร็กทอรี่ ก็จะช่วยให้การดูแลรักษาและการตรวจสอบความ ผิดพลาดของเว็บไซต์ง่ายยิ่งขึ้น เช่น การจัดไฟล์รูปภาพไว้ที่เดียวกัน หรือ จัดเว็บไซต์ที่เป็นเรื่อง เดียวกันไว้ในไดเร็กทอรี่เดียวกัน เป็นต้น



     3. สามารถดูเว็บไซต์ได้ในหลายบราวเซอร์ การทำเว็บไซต์ควรจะทำเพื่อให้สามารถดูได้จากทุกๆ Version ของ Software ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น google chrome Internet Explorer firefox opera  หรือ อื่นๆ การ ทำให้ทุกคนดูได้นี้ ถือว่าเป็นการขยายฐานของผู้เข้าเยี่ยมชม

 


    4. ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ สำหรับหน้าแรกของเว็บไซต์ไม่ควรให้โหลดข้อมูลช้า ปัจจัยที่จะ กระทบต่อความเร็ว ได้แก่ ขนาดของรูปภาพที่ใช้ จำนวนของรูปภาพที่ใช้ และปริมาณของตัวอักษรที่ อยู่บนหน้านั้นๆ อนึ่งความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ อาจอยู่ที่ Server ที่เว็บไซต์นั้นๆอยู่ว่ามี ความสามารถสูงเพียงใด ขนาดของรูปภาพที่ใช้ควรจะมีขนาดไม่เกิน 20-30K ต่อรูป ส่วนประเภทของ รูปนั้นควรเป็น GIF หรือ JPEG ถ้าขนาดของรูปภาพใหญ่เกินไป อาจตัดแบ่งให้ขนาดเล็กลง และใช้ ตารางช่วยในการจัดรูปภาพนั้นๆ



     5. ความง่ายในการค้นหาข้อมูล ปัจจัยหลักนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเว็บไซต์ตั้งแต่ตอนแรกที่มีการจัด โครงสร้างและจัดกลุ่มของข้อมูล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเช่น การมี Navigator bar หรือ แถบนำ ทาง ในทุกๆหน้าของเว็บไซต์ และถ้าสามารถให้บริการ Search และ Sitemap ได้ก็จะเป็นสิ่งที่จะช่วย ให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น



     6. ตัวอักษร, ฉากหลัง และ สี สำหรับรูปแบบที่นิยมใช้คือ ตัวอักษรสีดำ บนฉากหลังขาว ถ้าต้องการ กำหนดประเภทของตัวอักษรควรใช้ที่เป็นสากลนิยม เช่น ในกรณีภาษาอังกฤษ อาจใช้ Arial หรือ Times News Roman เป็นต้น ส่วนภาษาไทย อาจใช้ MS Sans Serif การเลือกใช้ตัวอักษรภาษาไทยนั้น ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะในกรณีที่เครื่องผู้เยี่ยมชมไม่มีตัวอักษรนั้นๆ อาจทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ สามารถอ่านตัวอักษรได้เลย



     7. รูปภาพ ที่ใช้มี 2 ประเภทคือไฟล์กราฟิกประเภท GIF หรือ JPEG ในปัจจุบันไฟล์ประเภท PNG ก็มี บางเว็บใช้เช่นกัน หนึ่งในหลักการพิจารณาการใช้ประเภทเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด คือ จำนวนสีของ รูปภาพนั้นๆ ถ้าเป็นภาพแต่งหรือภาพถ่ายที่มีสีมากๆ ก็ควรใช้ไฟล์ประเภท JPEG แต่ถ้าเป็นเพียงปุ่ม หรือป้ายที่มีสีไม่มากก็ควรใช้ GIF พร้อมกับพิจารณาเรื่องขนาดของไฟล์ด้วย อนึ่งควรจะมีการคะเน ขนาดของรูปภาพที่จะใส่บนเว็บไซต์ก่อน เพื่อจะได้ใช้ขนาด และ อัตราส่วน ที่พึงพอใจมากที่สุด



     8. ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของเว็บไซต์ เช่น หัวข้อที่เกี่ยวกับผู้จัดทำ อาจเป็นประวัติความเป็นมา และ/ หรือ ข้อมูลปัจจุบัน (About us) เหล่านี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้เขา้เยี่ยมชม และเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แถบนำทาง Search Sitemap และยังมีหัวข้ออื่นๆ อีก เช่น ข้อเสนอแนะ (Feedback) คำถามที่ถูกถาม บ่อย (FAQ - Frequently Asked Questions)



     9. ก่อนที่จะนำเว็บไซต์ Upload ไปยัง Server ควรจะมีการทดสอบ โดยใช้ทั้ง Netscape Communicator และ Internet Explorer เพื่อดูความเร็วในการโหลดว่าช้าหรือเร็วเพียงใด Link ทั้งภายใน และ ภายนอก ถูกต้องหรือไม่ รูปภาพถูกต้องหรือไม่ พิสูจน์อักษร และอ่านข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลต่างๆ ถูกต้อง



     10. หลังจากที่เว็บไซต์ Publish ถ้าเป็นไปได้ควรทดสอบ เหมือนกับที่ทดสอบก่อนที่จะ Publish เพื่อความ แน่ใจอีกครั้ง นอกจากการทดสอบแล้ว สิ่งที่จะต้องกระทำหลัง Publish คือ การสำรวจ ปรับปรุง และ ดูแลรักษาเว็บไซต์ เมื่อพบความคิดดีๆ ที่อาจนำมาปรับปรุงเว็บไซต์ได้ก็ควรจะจดบันทึกไว้ ถ้าเป็นการ แก้ไขนิดหน่อยก็ควรทำการแก้ไขทันที แต่ถ้าเป็นการแก้ไขที่ต้องใช้เวลานานควรรอสักระยะรวบรวม สิ่งที่ต้องการแก้ไขทั้งหมด



ขอบคุณข้อมูล  : จากคู่มือ โครงการอบรมคอมพิวเตอร์หลักสูตร?ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานออกแบบสิ่งพิมพ์และจัดทำเว็บเพจ? มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคุณนันทวัฒน์ ไชยรัตน์ 
hellomyweb.com

B4 ข้อควรคำนึง

ข้อควรคำนึงการออกแบบเว็บไซต์


.....ในฐานะที่เราเป็นผู้พัฒนาสิ่งสำคัญทีต้องคำนึงถึงผู้ใช้หรือผู้เข้าชมเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าเว็บไซต์จะดีเพียงใดถ้าไม่มีผู้ใช้งานก็ไม่มีประโยชน์ การออกแบบควรคำนึงถึงผู้ใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด 
     โดยเฉพาะเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การออกแบบเว็บไซต์นั้นมีความแตกต่างกับการออกแบบสิ่งพิมพ์ทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีจุดประสงค์เพื่อใช้ตัวหนังสือ รูปภาพเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้เหมือนกันก็ตาม 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ idea


     ดังนั้นต้องคำนึงถึงส่วนประกอบต่างๆ ว่าสิ่งใดควรมีในเว็บไซต์ หรือไม่ควรมีในเว็บไซต์ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึงมีหัวข้อหลักๆดังนี้

   1. จำไว้เสมอว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นใจร้อนไม่มีความอดทนในการอ่านอะไรมากมาย ไม่สามารถอ่านทุกข้อความที่เราเขียนในเว็บไซต์ ทุกคนจะทำเพียงแค่อ่านผ่านๆไปเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการเท่านั้น

  2. การมีรูปแบบที่แน่นอนแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์มีความสำคัญมาก ในหน้าทุกหน้าของเว็บไซต์ควรมีความคล้ายกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานยังรู้ว่าอยู่ในเว็บไซต์เดิม และส่วนของเมนูก็ควรว่างไว้ในตำแหน่งที่เหมือนเดิม หรือไม่ต่างจากหน้าอื่นๆมากนักเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความคุ้นเคยการใช้งานเว็บไซต์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปแบบ เว็บไซต์

    3. เว็บไซต์ควรดูเป็นมิตร เช่นไม่ควรใส่เนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือทั้งหมด อาจมีการแทรกรูปภาพ หรือพื้นที่ว่างๆไว้ในเว็บไซต์บ้าง เพื่อเป็นจุดพักสายตาของผู้ใช้

 

จากหลักการทั้ง 3 ข้อสามารถนำมาปฏิบัติได้ดังนี้

 1. เว็บไซต์ของเราต้องสามารถโหลดหน้าเว็บได้อย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการอ่านผ่านๆ แต่ละหัวข้อต้องแบ่งให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแบ่งเนื้อหาส่วนต่าๆออกกันได้

 2. ผู้ใช้งานเว็บไซต์แต่ละคนนั้นเข้ามาในเว็บเพื่อต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน เราควรให้ผู้ใช้งานหาข้อมูลที่ต้องการได้โดยง่ายที่สุด นั้นคือการเข้าถึงข้อมูลไม่ควรให้ผู้ใช้คลิกมากเกินไป

 3. การออกแบบงานกราฟิกควรจะสอดคล้องกับเนื้อหาที่นำเสนอ หลายครั้งที่ภาพประกอบในเนื้อหาเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหา และทำให้ผู้อ่านเข้าใจเพราะภาพไม่ตรงกับเนื้อหา ผู้ใช้งานอาจข้ามผ่านเนื้อหาส่วนนั้นไป เพราะเห็นว่าภาพที่แสดงอยู่ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการ

 4. ชนิดของตัวหนังสือ font และสี ทั้งสีของพื้นหลัง และสีของตัวหนังสือเอง จะต้องทำให้ง่ายต่อการอ่านมากที่สุด วิธีการพิจารณาคือให้พื้นหลังเป็นสีสว่าง ส่วนสีตัวอักษรจะต้องเป็นสีทึบ หรือสีเข้ม

 5. ตัวหนังสือหรือภาพที่มีการขยับ ปิดๆดับ Blink ไม่ควรนำมาใช้งานเพราะจะทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญ และทำให้ผู้ใช้งานสนใจภาพที่ขยับมากว่าตัวเนื้อหา

 6. ลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้ หรือลิงก์ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง ไม่ควรนำมาแสดงผล

 7. สร้างความแตกต่างกันในแต่ละส่วนของเว็บไซต์ เช่นส่วนของเนื้อหาและเมนู ควรมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

 8. เนื้อหาสำคัญที่สุด เว็บไซต์นั้นตัวเนื้อหามีความสำคัญมากที่สุด ต่อให้ออกแบบเว็บไซต์ได้สวยงามขนาดไหนก็ตามแต่ถ้าเนื้อหาไม่มี คุณภาพ ก็ใม่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้ แต่ถ้าเว็บไซต์ถูกจัดให้เป็นระบบและมีเนื้อหาที่มีคุณภาพย่อมทำให้เว็บไซต์นั้นมีคุณค่ามากกว่า

 9. อย่าให้ความสนใจกับกราฟิกในเว็บไซต์มากเกินไป ควรให้ความสำคัญกับการจัดว่างตำแหน่งของส่วนต่างๆในเว็บไซต์มากกว่า

 10. อย่าให้ title <title> ของแต่ละหน้ามีความเหมือนกัน รวมทั้งหัวข้อหลัก <h1> ของแต่ละหน้าอย่าให้ซ้ำกัน เพราะส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สะดุดตากับผู้ใช้งานมากที่สุด ถ้าหากเปิดหน้าใหม่มาแล้วมีหัวข้อแสดงเหมือนกัน ผู้ใช้งานอาจเข้าใจว่าเป็นหน้าเดิม หรือมีเนื้อหาซ้ำกัน ทำให้ไม่สนใจอ่านต่อไปได้

 11. ความถูกต้องของเนื้อหา และภาษาที่ใช้ เว็บไซต์ที่เป็นทางการเช่นเว็บไซต์สถานศึกษา เนื้อหารายวิชา การใช้เขียนผิด สะกดผิดทำให้หมดความน่าเชื่อถือได้

 12. เนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกันควรมีการแสดงผลเป็นลิงก์อยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย

 13. ควรให้ความสำคัญกับหน้าแรก ข้อมูลที่เราคิดว่าสำคัญควรมีไว้ในหน้าแรก หากผู้ใช้งานเว็บไซต์เปิดเข้ามาดูและพบว่าไม่เกี่ยวข้อกับเรื่องที่ตนต้องการ ผู้ใช้งานจะปิดหน้าเว็บไซต์ของเราทันที

ขอขอบคุณข้อมูล : https://hellomyweb.com

B2 คำศัพท์เกี่ยวข้อง

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบพัฒนาเว็บไซต์

Server หรือ web server คือ ที่เราพูดถึงกันมันก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์อีกหนึ่งเครื่องที่ต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาเพื่อรอให้ client มาเรียกขอข้อมูลไปแสดงให้ผู้ใช้ต่อไป โดยการต่อผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์จะเชื่อมต่อกับด้วย IP Address หน้าที่หลักๆของ server นั้นคือ เก็บข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพ ฐานข้อมูล บทความ ทุกอย่างที่เราเห็นในเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะถูกเก็บอยู่ใน server ทั้งหมด นอกจากเก็บแล้วยังมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลอีกด้วย เช่นเราทำเว็บที่มีการคำนวนตัวเลข เว็บไซต์จะคำนวนค่าตัวเลขมาให้เราก่อนจากนั้นค่อยส่งมายัง client ต่อไป

 

IP address คือ Internet Protocol Address เป็นชุดของตัวเลขที่ใช้ระบุเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ใน TCP/IP network ถ้าให้พูดง่ายๆคือ มันเป็นเหมือนชื่อของคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบอินเตอร์เน็ต ถ้าเราต้องการติดต่อเครื่องไหนเราก็จะต้องระบุ IP address ของมัน ตัวอย่างเช่น IP address ของ http://innovation.kpru.ac.th คือ 202.29.15.49

 

ISP คือ Internet Service Provider ตัวอย่างเช่น True Internet, 3BB, Ais fibre มันคือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของเรานั่นเอง โดยหน้าที่ของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตคือ นำเราเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็น ต่อเราเข้ากับเครื่อง server ต่างๆที่มีอยู่ทั่วโลก

 

DNS Domain Name System คือ เครื่องคอมพิวเตอร์จะติดต่อกันด้วน IP address แต่ใครในโลกจะไปจำ IP address กันล่ะ คนเราจำสิ่งที่เป็นคำได้มากกว่าตัวเลข ดังนั้นเราจึงมี DNS ขึ้นมาเปลี่ยนเปลี่ยนจากตัวเลขเป็นตัวหนังสือแทนเช่น ถ้าเราเปิด hellomyweb.com มันจะแปลงเป็น 202.29.15.49 หมายความว่าเราสามารถพิมพ์ชื่อหรือ IP address เข้าไปใน chrome ก็ได้ ถ้าเราพิมพ์ชื่อเข้าไปก็จะผ่านระบบ DNS ก่อนเพื่อแปลงเป็น IP address แต่ถ้าเราใส่เป็น IP เข้าไปเลยก็จะไม่ผ่าน DNS แต่จะผ่านไปยัง server โดยตรง การทำงานของ DNS คือจะเป็นฐานข้อมูลที่เก็บชื่อเว็บไซต์และ IP ของเครื่อง server ที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์นั้นอยู่

 

TCP/IP คือ Transmission Control Protocol/Internet Protocol มันคือวิธีการในการติดต่อกันระหว่างคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ ถ้าเราต้องการส่งข้อมูลหากันเราต้องมีกฏในการส่ง TCP/IP คือกฏ มันเป็นวิธีการระบุว่าจะส่งข้อมูลหากันต้องส่งรูปแบบไหน ข้อมูลที่ได้เป็นยังไง จะส่งต้องส่งแบบไหนรับยังไง

 

Port Number คื เป็นตัวเลขที่ใช้คู่กับ IP เช่นๆ 128.199.117.62:80 ตัวเลข 80 คือ port number คือปรกติแล้วเครื่อง server เราจะมีโปรแกรมทำงานอยู่หลายตัวนะครับ port number จะใช้ระบุว่าเราต้องการติดต่อโปรแกรมตัวไหนใน server เช่นถ้าเราต้องการติดต่อเพื่อข้อมูลเว็บไซต์เราก็ใช้ผ่าน 80 ถ้าเราต้องการข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูลเราก็อาจจะใช้ผ่านเลขอื่นเช่น 5432 เป็นต้น สรุปง่ายๆเลยนะครับ มันคือตัวเลขที่ทำให้เราสามารถติดต่อกับโปรแกรมต่างๆใน server ได้ครับ แต่ที่เห็นว่ามันไม่มี port number จริงๆแล้วมันมีนะครับปรกติถ้าเราเปิดผ่าน chrome มันจะใส่ port 80 ให้อัตโนมัติครับ

 

HTTP คือ Hyper-text Transfer Protocol มันเป็นวิธีในการส่งข้อมูลระหว่าง web browser กับ server  

 

URL คือ Uniform Resource Locators ตัวอย่างเช่น http://hellomyweb.com/blog/basic_web_site_work/ มันเป็นตัวระบุสิ่งที่เราต้องการที่อยู่ภายใน server ถ้าดูผ่านๆมันก็เป็น domain name หรือชื่อเว็บไซต์รวมกับสิ่งที่เราต้องการ ตามตัวอย่าง เราต้องการเปิด hellomyweb.com และข้อมูลที่เราต้องการได้คือ /blog/basic_web_site_work

 

Domain Name คือ ชื่อเว็บไซต์ (ที่ไม่มีการซ้ำกันกับเว็บไซต์อื่นๆ) เช่น google.com, enjoyday.net

 

Hosting  คือ พื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ทั้งหมด โดยเช่าใช้รายปี ขนาดของพื้นที่เก็บข้อมูล ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลของเว็บไซต์นั้นๆ

 

Website คือ แหล่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของสถานประกอบการ หรือองค์กรนั้นๆ

 

Home Page คือ หน้าแรกของเว็บไซต์

 

Web Page คือ เป็นหน้ารายละเอียดย่อยๆของเว็บไซต์

 

Web browser คือ โปรแกรมสำหรับเรียกดูเว็บเพจ ให้แสดงตามข้อมูลที่ผู้จัดทำเว็บไซต์ต้องการสื่อสาร ซึ่งผู้ใช้งานเว็บไซต์สามารถเรียกผ่าน browser หลากหลายช่องทาง อาทิเช่น Internet Explorer (IE), Mozilla Firefox, Safari และ Opera เป็นต้น

 

Footer คือ ส่วนท้ายของเว็บไซต์ เน้นเป็นส่วนช่องทางลัดในการสื่อสารกับองค์กร และเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของสินค้าและบริการ รวมทั้งข้อมูลการติดต่อองค์กร เป็นต้น

 

Upload คือ การส่งข้อมูลจากเครื่องของเราไปยัง Web Server  เมื่อเราสร้าง Web page แต่ละหน้าแล้ว ต้องส่งข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Web Server ที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการข้อมูล www โดยอาศัยโปรแกรม FTP

 

Search engine คือ เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ และข้อมูลต่างๆ อาทิเช่น yahoo.com,Google.com, bing.com เป็นต้น

 

Banner คือ ป้ายโฆษณา หรือรูปภาพที่ต้องการสื่อถึงสินค้า และบริการในข้อความสั้นๆ และใช้รูปภาพเป็นตัวกลางหลักในการสร้างความจดจำ และดึงดูดใจลูกค้า

 

Webmaster คือ ผู้ดูแล ปรับปรุงเว็บไซต์

 

Spam คือ Email ที่เป็นขยะที่เราไม่ต้องการ โดยส่งมาจาก Email ที่เราไม่รู้จักซึ่งจะทำให้เราเสียพื้นที่เก็บข้อมูลของเราไปโดยเปล่าประโยชน์ จุดประสงค์ของ Email Spam นั้นผู้ส่งส่วนใหญ่ต้องการโฆษณาบริการต่างๆที่ตัวเองมี

 

ขอขอบคุณข้อมูล  : https://suttidet.wordpress.com / https://hellomyweb.com

B3 หลักการทำงานของเว็บไซต์

หลักการทำงานของเว็บไซต์

เครื่องลูกข่าย (Client) จะส่งคำร้องขอบริการ (Request) ไปที่เครื่องแม่ข่าย (Server) เมื่อเครื่องแม่ข่ายได้รับคำร้องขอจะทำการค้นหาบริการแล้วตอบกลับ (Response) กลับไปหาลูกข่าย เมื่อเครื่องลูกข่ายได้รับผลการตอบกลับแล้วก็จะแสดงผลออกทางหน้าเว็บเบราว์เซอร์


โครงสร้างระบบ


โครงสร้างเว็บไซต์หรือโดเมน

 

ประเภทของเว็บไซต์

1. Static Website 

    เว็บไซต์ที่สร้างด้วยภาษา HTML ธรรมดา และบันทึกเป็นไฟล์นามสกุล .html เนื้อหาข้อความ รูปภาพในหน้าเว็บเพจนั้นจะเป็นไปตามที่เราเขียนกำหนดไว้ เมื่อมีผู้เรียกดูหน้าเว็บเพจนั้น Web Server ก็จะส่งไฟล์นั้นไปให้ยังเครื่องที่ร้องขอ และแสดงผลออกทางโปรแกรมเว็บเบราเซอร์บนเครื่องของผู้ชมนั้น Static Website เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีขนาดไม่ใหญ่ จำนวนหน้าเว็บเพจไม่มาก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยๆ และไม่มีการติดต่อฐานข้อมูล ถ้าเราจะสร้างเว็บรูปแบบนี้ สามารถทำได้ไม่ยาก 

    ข้อดี คือ เราสามารถกำหนดรูปแบบการตกแต่ง และเนื้อหา ของแต่ละหน้าได้ตามต้องการ แต่ก็ควรควบคุมสไตล์ของแต่ละหน้าให้เหมือนกันด้วย อย่าให้หน้าใดโดดจนคิดว่าเป็นคนละเว็บไซต์กัน 

    ข้อเสีย คือ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงยุ่งยาก จะต้องแก้ไขกับไฟล์หน้าเว็บเพจนั้นๆ เมื่อแก้ไขแล้ว ก็ต้อง Upload ไฟล์นั้นขึ้นไป Web Server ใหม่ทุกครั้ง และเว็บรูปแบบนี้จะไม่สามารถใช้งานฐานข้อมูลได้

 

2. Dynamic Website 

    เว็บไซต์ที่หน้าเว็บเพจสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเองได้ โดยไม่ต้องเขียนแต่ละหน้าเว็บเพจใหม่ เช่น กระดานข่าว (Webboard), ระบบสืบค้นข้อมูล สังเกตได้ว่า เมื่อมีผู้มาตั้งกระทู้ และตอบกระทู้ ก็จะเกิดหน้าเว็บเพจนั้นๆ ขึ้นได้เอง โดยที่เราไม่ได้เป็นคนสร้างหน้าเว็บเพจเหล่านั้นเอง เว็บไซต์รูปแบบนี้จะถูกสร้างด้วยภาษา Script แบบ Server Side Script เช่น PHP, ASP, ASP.Net, JSP และอื่นๆ ไฟล์เอกสารที่ไ้ด้จะมีนามสกุล .php, .asp เป็นต้น และมักจะมีการติดต่อกับฐานข้อมูลเพื่อบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูล หรือนำข้อมูลจากฐานข้อมูลขึ้นมาแสดงผลเป็นหน้าเว็บเพจ 

    ส่วนการทำงานของเว็บไซต์รูปแบบนี้ จะต่างจากแบบ Static Website โดยเมื่อมีผู้ชมเรียกดูหน้าเว็บเพจ ไฟล์หน้าเว็บเพจนั้นจะถูกแปลและ execute คำสั่งโดยตัว Interpreter ที่ฝั่ง Server ใ้ห้อยู่ในรูปแบบเอกสาร HTML ก่อน จึงส่งกลับให้ Web Server เพื่อส่งต่อไปให้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ของผู้ใช้งานต่อไป การสร้างเว็บไซต์รูปแบบนี้ ต้องอาศัยความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากกว่าแบบแรกมาก นอกจากจะต้องมีความรู้พื้นฐาน HTML แล้ว ยังต้องเขียนภาษา Server Side Script เป็นอย่างน้อย 1 ภาษา ต้องรู้เรื่องการจัดการฐานข้อมูล ต้องเขียน SQL เพื่อจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้ และถ้าอยากให้ระบบงานทำงานได้อย่างรวดเร็วไม่ต้อง Refresh หน้าจอบ่อยๆ ยังต้องรู้เรื่อง AJAX อีกด้วย


ขอขอบคุณข้อมูล  : http://www.krutong.dx.am / hellomyweb.com

5 การประเมินผลการเรียนการสอนผ่านเว็บ

การประเมินผลการเรียนการสอนผ่านเว็บ

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Evaluation

(ปรัชญนันท์ นิลสุข .2546) การประเมินผลการเรียนที่มีการเรียนการสอนผ่านเว็บนั้น มีลักษณะที่แตกต่างอยู่บ้าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานความต้องการให้มีการเรียนการสอนผ่านเว็บที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อการเรียนการสอน สำหรับการประเมินในแง่ของการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ ซึ่งจัดว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนทางไกล วิธีในการประเมินผลสามารถทำได้ทั้งผู้สอนประเมินผู้เรียนหรือให้ผู้เรียนประเมินผลผู้สอน ซึ่งองค์ประกอบที่ใช้เป็นมาตรฐานจะเป็นคุณภาพของการเรียนการสอน วิธีประเมินผลที่ใช้กันอยู่ในการประเมินผลมีหลายวิธีการ แต่ถ้าจะประเมินผลมีการเรียนการสอนผ่านเว็บก็ต้องพิจารณาวิธีการที่เหมาะสมและทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะกับเว็บซึ่งเป็นการศึกษาทางไกลวิธีหนึ่ง การประเมินผลแบบทั่วไป ที่เป็นการประเมินระหว่างเรียน(Formative Evaluation) กับการประเมินรวมหลังเรียน (Summative Evaluation) เป็นวิธีการประเมินผลสำหรับการเรียนการสอน โดยการประเมินระหว่างเรียนสามารถทำได้ตลอดเวลา ระหว่างมีการเรียนการสอน เพื่อดูผลสะท้อนของผู้เรียนและดูผลที่คาดหวังไว้ อันจะนำไปปรับปรุงการสอนอย่างต่อเนื่องขณะที่การประเมินหลังเรียนมักจะใช้การตัดสินในตอนท้ายของการเรียนโดยการใช้แบบทดสอบเพื่อวัดผลตามจุดประสงค์ของรายวิชา 

 

พอตเตอร์ (Potter, 19100) ได้เสนอวิธีการประเมินการเรียนการสอนผ่านเว็บ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ประเมินสำหรับการเรียนการสอนทางไกลผ่านเว็บของมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 4 แบบ คือ

                1.การประเมินด้วยเกรดในรายวิชา (Course Grades) เป็นการประเมินที่ผู้สอนให้คะแนนกับผู้เรียน ซึ่งวิธีการนี้กำหนดองค์ประกอบของวิชาชัดเจน เช่น คะแนน 100 % แบ่งเป็นการสอบ 30% จากการมีส่วนร่วม 10% จากโครงงานกลุ่ม 30% และงานที่มอบหมายในแต่ละสัปดาห์อีก30% เป็นต้น

                2.การประเมินรายคู่ (Peer Evaluation) เป็นการประเมินกันเองระหว่างคู่ของผู้เรียนที่เลือกจับคู่กันในการเรียนทางไกลด้วยกันไม่เคยพบกันหรือทำงานด้วยกัน โดยให้ทำโครงงานร่วมกันให้ติดต่อกันผ่านเว็บและสร้างโครงงานเป็นเว็บที่เป็นแฟ้มสะสมงาน โดยแสดงเว็บให้นักเรียนคนอื่นๆ ได้เห็น และจะประเมินผลรายคู่จากโครงงาน

                3.การประเมินต่อเนื่อง (Continuous Evaluation) เป็นการประเมินที่ผู้เรียนต้องส่งงานทุกๆสัปดาห์ให้กับผู้สอนโดยผู้สอนจะให้ข้อเสนอแนะและตอบกลับในทันที ถ้ามีสิ่งที่ผิดพลาดกับผู้เรียนก็จะแก้ไขและประเมินตลอดเวลาในช่วงระยะเวลาของวิชา

                4.การประเมินท้ายภาคเรียน (Final Course Evaluation) เป็นการประเมินผลปกติของการสอนที่ผู้เรียนนำส่งสอน โดยการทำแบบสอบถามส่งผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมืออื่นใด บนเว็บตามแต่จะกำหนด เป็นการประเมินตามแบบการสอนปกติที่จะต้องตรวจสอบความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์การเรียนของผู้เรียน 

 

โซวอร์ด (Soward, 1997) ได้กล่าวถึงการประเมินการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า จะต้องอยู่บนฐานที่ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยให้นึกถึงเสมอว่าเว็บไซต์ควรเน้นให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้ได้สะดวกไม่ประสบปัญหาติดขัดใดๆการประเมินเว็บไซต์มีหลักการ ที่ต้องประเมินคือ

                1.การประเมินวัตถุประสงค์ (Purpose) จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ว่า เพื่ออะไร เพื่อใคร และกลุ่มเป้าหมายคือใคร

                2.การประเมินลักษณะ (Identification) ควรจะทราบได้ทันทีเมื่อเปิดเว็บไซต์เข้าไปว่าเกี่ยวข้องกับ เรื่องใด ซึ่งในหน้าแรก (Homepage) จะทำหน้าที่เป็นปกในของหนังสือ (Title) ที่บอกลักษณะและรายละเอียดของเว็บนั้น

                3.การประเมินภารกิจ (Authority) ในหน้าแรกของเว็บจะต้องบอกขนาดของเว็บและรายละเอียดของโครงสร้างของเว็บ เช่น แสดงที่อยู่และเส้นทางภายในเว็บ และชื่อผู้ออกแบบเว็บ

                4.การประเมินการจัดรูปแบบและการออกแบบ (Layout and Design) ผู้ออกแบบควรจะ ประยุกต์แนวคิดตามมุมมองของผู้ใช้ ความซับซ้อน เวลา รูปแบบที่เป็นที่ต้องการของผู้ใช้

                5.การประเมินการเชื่อมโยง (Links) การเชื่อมโยงถือเป็นหัวใจของเว็บ เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีผลต่อการใช้ การเพิ่มจำนวนเชื่อมโยงโดยไม่จำเป็นจะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ควรใช้เครื่องมือสืบค้นแทนการเชื่อมโยงที่ไม่จำเป็น

                6.การประเมินเนื้อหา (Content) เนื้อหาที่เป็นข้อความ ภาพ หรือเสียง จะต้องเหมาะสมกับเว็บและให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทุกส่วนเท่าเทียมกัน

 

ที่มา : ปฐมาวดี  สุขศรีนวล. 2555. การเรียนการสอนผ่านเว็บ. มหาวิทยาลัยทักษิณ  วิทยาเขตสงขลา สืบค้นออนไลน์ 20 พ.ย. 60. ออนไลน์.[https://sites.google.com/site/webbasedinstructionwbi]